ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > ปลุกทุนเอฟดีไอไตรมาส 2 คึกคัก

    "บีโอไอ"ปล่อยผีบิ๊กทุนไทย-เทศ ไล่ตั้งแต่"ซีเกท"ขยายผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ค่ากว่าหมื่นล้านบาท กลุ่มปตท. ,เอสซีจี รุกคืบปิโตรเคมี ส่วน 5 ค่ายรถยนต์รายใหม่ มาสด้า ฟอร์ด เอ็มจี จีเอ็ม และโฟล์คสวาเกน พร้อมลุยอีโคคาร์เฟส 2 อัดทุน 6 พัน-3 หมื่นล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่5 ค่ายเดิมเสนอต่อยอดอีโคคาร์เฟสแรก เลขาฯบีโอไอมั่นใจปลุกลงทุนเอฟดีไอไตรมาส 2 คึกคัก วงการอิเล็กทรอนิกส์จับตา"ซีเกท"สวนกระแสตลาดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

    สืบเนื่องจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 1 เมษายน2557 ครม.มีมติเห็นชอบให้แก้ไขมติครม.เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2556 และ11กุมภาพันธ์ 2557 ที่ห้ามมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ว่างลงหลังการยุบสภา เพราะจะไปสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181(1 ) และ(3) จากผลการแก้ไขมติดังกล่าวทำให้ครม.มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เช่น บอร์ดบีโอไอที่หมดวาระลงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมที่ค้างการ พิจารณาอยู่กว่า 400 โครงการ ในช่วง 5 เดือน(ปลายต.ค.56-มี.ค.57) มูลค่าเงินลงทุนรวม 6.763 แสนล้านบาท(รวมโครงการผลิตรถอีโคคาร์เฟส2แล้ว)

    แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การลงทุนดังกล่าวมีโครงการขนาดใหญ่รวมอยู่ด้วยราว 20 โครงการ เช่น การลงทุนของบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ลงทุนกว่า 1หมื่นล้านบาท เป็นโครงการใหม่ที่เข้ามาขยายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและไฮเทคยิ่งขึ้น ขณะที่กลุ่มบริษัทในเครือปตท. และเอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นโครงการร่วมทุน รุกคืบในธุรกิจปิโตรเคมี มีมูลค่าลงทุนตั้งแต่ 3-6 พันล้านบาทต่อโครงการขึ้นไป โดยเฉพาะเอสซีจี เคมิคอลส์ จะมีการลงทุนมากกว่า 1 โครงการ เงินลงทุนรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น

    ส่วนกิจการผลิตรถประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์เฟส 2 ขนาดเครื่องยนต์ 1200 ซีซี ยื่นขอรับการส่งเสริมเข้ามาแล้วจำนวน 10 ราย ในจำนวนนี้เป็นรายใหม่ที่ไม่ได้ลงทุนอีโคคาร์ในเฟสแรกมาก่อนคือ ค่ายมาสด้า ฟอร์ด เอ็มจี จากกลุ่มซีพี จีเอ็มและโฟลคสวาเกน โดยโครงการเหล่านี้จะใช้เงินลงทุนใหม่ตั้งแต่โครงการละ 6 พันล้านบาทไปถึง 3 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 5 รายจะเป็นการขยายการผลิตรถอีโคคาร์เฟส 2 เป็นการต่อยอดอีโคคาร์เฟสแรกประกอบด้วยค่ายโตโยต้า นิสสัน มิตซูบิชิ ฮอนด้า ซูซูกิ โดยโครงการดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนโครงการละ5-6 พันล้านบาท

    ทั้งนี้จากการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มรถเก๋งขนาดเล็กและรถ ปิกอัพ จะทำให้มีการขยายตัวในประเภทกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไปในคราวเดียวกันด้วย โดยยื่นคำขอรับการส่งเสริมเข้ามาตั้งแต่ขนาดเงินลงทุน 200-300 ล้านบาทขึ้นไป เช่น การขยายตัวของกลุ่มทุนข้ามชาติ อย่างบริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) กลุ่มทุนมาเลเซีย รวมถึง กิจการผลิตพลังงานทดแทนอีกหลายโครงการที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของทุนไทย มีขนาดวงเงินลงทุนตั้งแต่ 1 พันล้านบาทต่อโครงการขึ้นไป

    ต่อเรื่องนี้นาย อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่มติครม.เห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ทำให้มีทุนต่างชาติและทุนไทยติดต่อมายังบีโอไอเพื่อขอความชัดเจน และสอบถามถึงเงื่อนเวลาการอนุมัติ บีโอไอชี้แจงว่าจะพิจารณาให้เร็วที่สุด จากปกติจะมีการประชุมบอร์ดบีโอไอเดือนละครั้ง จะปรับเปลี่ยนมาประชุมเดือนละ 3 ครั้ง เพื่อให้การพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมีมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะอนุมัติได้ไม่ต่ำกว่า 100 โครงการต่อเดือน และคาดว่าจะดำเนินการอนุมัติให้แล้วเสร็จทั้งหมดไม่เกินเดือนสิงหาคม 2557 แต่หากโครงการใดยังมีปัญหาในรายละเอียดก็คงต้องเลื่อนการอนุมัติออกไป

    "จะเร่งอนุมัติตามลำดับ โครงการที่ยื่นก่อน-หลัง ซึ่งตามปกติการพิจารณาเมื่อมีโครงการมายื่นขอรับส่งเสริมจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณา 3 เดือน ก่อนที่จะนำเสนอบอร์ดบีโอไออนุมัติได้ ซึ่งในจำนวนคำขอรับการส่งเสริมที่ค้างอยู่กว่า 400 โครงการ จะมีโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเงินลงทุนเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีประมาณ 20 โครงการ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าและยานยนต์ นอกจากนั้นเป็นการลงทุนหลัก 1 พันล้านบาทขึ้นไป เช่น กลุ่ม ปิโตรเคมี แปรรูปเกษตร เคมีภัณฑ์ ธุรกิจบริการ พลังงานทดแทน ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น"

    อย่างไรก็ตามเมื่อมีบอร์ดใหญ่บีโอไอ จะทำให้บรรยากาศการลงทุนทั้งในประเทศและการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) หรือ FDI ไตรมาส 2 คึกคักขึ้น เมื่อเทียบกับบรรยากาศการลงทุนในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ปีนี้ ที่ชะลอตัวลง ดูจากการเข้ามาลงทุนในโครงการรถอีโคคาร์ เฟส2 ที่ยื่นขอส่งเสริมเข้ามา 10 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมเฉพาะส่วนนี้กว่า 1.40 แสนล้านบาท มีกำลังผลิตรวม 1.5 ล้านคัน ตามแผนจะเริ่มผลิตได้ภายในปี2558 จะเป็นโครงการที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายของกระทรวงการคลังกรณีประกาศลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถอีโคคาร์จาก 17% ลงมาเหลือ 14%

    นอกจากนี้กลไกการปลดล็อกคำขอรับการส่งเสริมจะสอดรับกับยุทธศาสตร์ใหม่บีโอไอที่จะเริ่มต้นปี 2558 โดยจะยกเลิกโซนนิ่ง และปรับปรุงสิทธิประโยชน์พื้นฐาน เน้นการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และทำให้ประเทศไทยเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างก้าวกระโดด

    ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับโครงการของกลุ่มปตท.ที่ยังค้างการพิจารณาจากบีโอไอ คือการลงทุนตั้งโรงงานผลิตพาราไซลีน ขนาดกำลังผลิต 1 ล้านตันต่อปี เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน) หรือพีทีทีจีซี มูลค่าการลงทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท โครงการผลิตอะคริลิก แอซิด/ซูเปอร์ แอบซอฟเบนต์ โพลิเมอร์ (AA/SAP) กำลังการผลิต AA จำนวน 8 หมื่นตันต่อปี และ SAP 8 หมื่นตันต่อปี ของบริษัท ไออาร์พีซีฯ เงินลงทุนประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในส่วนของบริษัท พีทีทีจีซีฯ ในโครงการส่วนขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิง เส้นหรือLLDPE ขนาดกำลังผลิต 3 แสนตันต่อปี เงินลงทุนประมาณ 8.70 พันล้านบาทและโครงการขยายกำลังผลิตเอทิลีน ไกลคอล อีก 9 หมื่นตันต่อปี เงินลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ แต่จำเป็นต้องยื่นขอส่งเสริมการลงทุนไปก่อน เนื่องจากโครงการทั้งหมดอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งได้สิทธิพิเศษด้านการลงทุน ซึ่งจะหมดอายุลงภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้น จึงต้องเร่งการขออนุมัติจากบอร์ดบีโอไอให้ได้ภายในปีนี้ หากเลยไปเป็นปีหน้าแล้วสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะลดลงตามยุทธศาสตร์ส่งเสริม ลงทุนใหม่บีโอไอ

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย ว่า โครงการอีโคคาร์เฟส 2 คาดว่า จะผ่านการพิจารณาจากบอร์ด บีโอไอ ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุน โดยผู้ยื่นลงทุนอีโคคาร์เฟส2 จำนวน 10 ราย จะประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากจะเน้นการผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลก มากกว่าเพื่อจำหน่ายในประเทศ ซึ่งความสำเร็จของอีโคคาร์เฟส 1 พิสูจน์ได้ว่า คนไทยให้ความสนใจซื้อรถยนต์นั่งมากขึ้น ทำให้รถเก๋งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 47 % เนื่องจากสามารถตอบสนองลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังการซื้อไม่สูงนัก และเชื่อว่า อีโคคาร์ เฟส 2 จะยิ่งทำให้สัดส่วนรถยนต์นั่งเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปรับลดภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์จาก 17 % เหลือเพียง 14 % ทำให้ต้นทุนภาษีลดต่ำลง

    ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า น่าจับตาดูการลงทุนของบริษัท ซีเกทฯ ในครั้งนี้ เพราะเดินสวนกระแสความต้องการใช้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในตลาดโลก ที่ลดลงจาก 170 ล้านชิ้นต่อไตรมาส ลดลงมาเหลือ 135-138 ล้านชิ้นต่อไตรมาส จึงเป็นเรื่องยากที่จะมาขยายการผลิตในช่วงนี้ ยกเว้นว่าซีเกท อาจจะมีการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ไฮเทค หรือมีการย้ายฐานการผลิตจากฐานอื่นมายังไทย โดยปัจจุบันซีเกท มีฐานการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ที่จีน มาเลเซีย และไทย

    ด้านนายพงษ์ศักดิ์ จักษุเวช ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทย กล่าวว่า โดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้วไทยเรามีความพร้อมดีมาก มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้มีวิกฤติการเมืองผ่านมาหลายครั้ง ไทยก็จะฟื้นตัวได้เร็ว จะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจ อย่างเช่น เมื่อเร็วๆนี้ มีบริษัท อีโวนิค โรห์มฯ (Evonik Rohm)บริษัทผู้ผลิตซิลิก้ารายใหญ่ของเยอรมนีที่เข้ามาขยายการลงทุนและขยาย โรงงานในไทย แต่เราก็อย่าประมาท ควรยุติปัญหาการเมืองให้เร็วที่สุด เพราะต้องพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลาง สภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน ผมคิดว่าเรายังมีความหวังพอสมควรในการที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นใน เวลานี้และลุกวิ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
    ประจำวันที่ 6-9 เมษายน 2557