ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > บริษัทเอเชียผงาด ปตท.เล็งเป้าใหม่ FORTUNE 50

    บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท. บรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก โดยก้าวขึ้นสู่บริษัทอันดับที่ 95 จากการจัดอันดับ ฟอร์จูน โกลบัล 500 โดยนิตยสารฟอร์จูนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่กำหนดจะเข้าสู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ 1 ใน 100 ระดับโลกในปี 2558 กับเป้าหมายใหม่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ดังคำสัมภาษณ์ต่อไปนี้

    -เป้าหมายใหม่ ฟอร์จูน 50
    ดร.ไพรินทร์ เริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการย้ำว่า ภาระหน้าที่ของปตท.คือ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ และต้องเกิดความยั่งยืนในการจัดหาพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอ โดยมีตัวดัชนีชี้วัดต้องเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ มีการดำเนินงานอย่างยั่งยืน และติดบริษัทชั้นนำในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งวันนี้ในแง่ของการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ การจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน ปตท.สามารถ เข้ามาอยู่ในอันดับที่ 95 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้มาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ ปตท. แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากำไรของ ปตท. จะดีขึ้นอย่างมาก เพราะจะเห็นว่าโดยข้อเท็จจริงที่ปตท.มาอยู่ที่อันดับ 95 เร็วกว่าเป้าหมายเดิมนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากที่มีผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่อง บวกกับที่อเมริกาและยุโรปมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

    "การดำเนินงานของปตท.ต่อไป อาจจะต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ที่เวลานี้ตั้งตัวเลขไว้ในใจที่จะผลักดันปตท.ให้ขึ้นไปสู่อันดับ 50 ในการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน ที่จะมีการประชุมผู้บริหารเพื่อจะกำหนดทิศทางในการดำเนินธุรกิจต่อไป" ดร.ไพรินทร์กล่าวตอนหนึ่ง

    -เอเชียผงาด
    ดร.ไพรินทร์วิเคราะห์ผลการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูนครั้งล่าสุด บริษัทจากเอเชียเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เขาบอกว่า จากการติดตามข้อมูลของนิตยสารฟอร์จูน 500 พบว่าในการจัดอันดับของบริษัทขนาดใหญ่ เวลานี้ได้เบนเข็มมาสู่บริษัทในเอเชียมากขึ้น จากเดิมที่เป็นบริษัทในสหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มีบริษัทในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม 500 มากขึ้น ชนะทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป

    -ทำไมปตท.ต้องใหญ่?
    คำถามข้างต้น อดีตซีอีโอหรือผู้ว่าการปตท.ต้องตอบทุกคนเช่นเดียวกับ ดร.ไพรินทร์ อธิบายว่า การที่ปตท.ต้องสร้างบริษัทให้มีขนาดใหญ่ เพราะเกิดจากภาระหน้าที่ในการแสวงหาแหล่งพลังงาน สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ หากปตท.ไม่มีความแข็งแกร่งพอหรือใหญ่ไม่พอ การจะเข้าไปต่อรองในการจัดหาแหล่งพลังงานจะทำได้ยาก เพราะไม่มีรัฐบาลหนุนหลังเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน อย่างเช่น ปิโตรนาส ที่รัฐบาลมาเลเซียเป็นทั้งเจ้าของบริษัท และเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งการแสวงหาแหล่งพลังงานไม่ใช่แค่มีเพียงพอสำหรับวันนี้ แต่ต้องมองไปถึง 10-20 ปีข้างหน้า

    อย่างการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(ปตท.สผ.) จะต้องมีกำลังการผลิตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 9 แสนบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ที่ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เมื่อสามารถจัดหาพลังงานได้ตามเป้าหมายแล้ว ปตท.ก็ต้องมองหาแหล่งปริมาณสำรองในระยะ 10 ปีข้างหน้าอีก เพื่อให้ลูกหลานมีแหล่งพลังงานใช้ในอนาคต

    -โตอย่างยั่งยืน
    แม้เป้าหมายมุ่งไปที่ขนาดแต่ ดร.ไพรินทร์ ย้ำว่าการเติบโตของปตท.คำนึงถึงความยั่งยืนด้วย "แม้ ปตท.จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนจะต้องคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้ (Technological Advanced and Green National Oil Company :TAGNOC) หรือการเป็นบริษัทบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ปตท.กำหนดขึ้นมาเป็นแนวคิดในการทำธุรกิจบนพื้นฐานของความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและการหาพลังงานทางเลือกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้องค์กรสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน"

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างและคิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ Green Product เพราะการสร้างการเรียนรู้เท่ากับสร้างความยั่งยืนขององค์กรด้วย นอกจากนี้การพัฒนาบุคลากรก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะต้องมุ่งไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันแม้ว่า ปตท.ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ผลิตไบโอพลาสติกรายใหญ่ของโลก แต่ก็มีผลิตภัณฑ์มากที่สุด ที่ผ่านมา พีทีทีจีซี (บมจ.ปตท.โกลบอล เคมีคอล) ถือหุ้น 50% ใน NatureWorks ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินธุรกิจไบโอพลาสติกประเภท PLA เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 140,000 ตันต่อปี และเรากำลังมีแผนก่อสร้างโรงงานในไทยด้วย

    -ปตท.สผ.ยังเป็นหัวหอก
    กับทิศทางที่จะก้าวต่อไป ดร.ไพรินทร์ บอกว่า หากมองจากภาพใหญ่ในด้านการลงทุน จะยังเน้นในธุรกิจสำรวจขุดเจาะเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีปตท.สผ.เป็นหัวหอก ซึ่งจะใช้เงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งในการออกไปลงทุนต่างประเทศ ส่วนที่เหลือจะเป็นธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

    "นี่เป็นภารกิจของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ วันนี้ทำไม ปตท.อยู่อันดับ 95 ใน Fortune เพราะไม่ใช่เราจะทำแต่ธุรกิจสำรวจขุดเจาะ แต่ยังมีการทำธุรกิจโรงกลั่น ปิโตรเคมี ปลูกปาล์มน้ำมัน ธุรกิจถ่านหิน ไฟฟ้า นี่คือรายได้ที่เสริมเข้ามา แม้ว่าเราจะให้ความสำคัญกับอัพสตรีม(ต้นน้ำ)แต่ดาวน์สตรีม (ปลายน้ำ)จะเป็นห่วงโซ่ผลักดันให้อัพสตรีมอยู่ได้" ดร. ไพรินทร์ กล่าว

    -ย้ำไม่ได้ผูกขาดพลังงาน
    ซีอีโอ ปตท. ตอบคำถามพบบ่อย "ปตท.ผูกขาดหรือไม่?" ว่า ส่วนที่มีการมองว่า ปตท.มีกำไรมหาศาล จากการทำธุรกิจน้ำมันอยู่บนความเดือดร้อนของประชาชนนั้น ต้องมองว่าเวลานี้ปตท.ทำธุรกิจเกือบครบวงจร ไม่เฉพาะน้ำมันเพียงอย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจน้ำมันยังอยู่ในภาวะที่ขาดทุนอยู่ แม้ว่าวันนี้ ปตท. จะเข้าไปเป็นเจ้าของโรงกลั่น น้ำมันถึง 4 ใน 6 แห่ง ของประเทศ ได้แก่ โรงกลั่นไทยออยล์ ,พีทีทีเออาร์ ,บางจาก และไออาร์พีซี แต่ไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดธุรกิจน้ำมัน เพราะเป็นการแข่งขันภายใต้ธุรกิจเสรี ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าธุรกิจน้ำมันไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้กับ ปตท. มากนัก และในบางช่วงต้องประสบภาวะขาดทุนจากค่าการกลั่น

    ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกมีค่าการตลาดต่ำกว่า 1.50 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่คุ้มกับต้นทุนดำเนินงาน แต่ที่ ปตท. ต้องทำ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ตอบสนองสังคม การเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมัน ส่วนหนึ่งมาจากความรับผิดชอบ หากไม่มีในส่วนนี้ก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโรงกลั่นจำนวนมากก็ได้
    สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่ ปตท. จะมีสิทธิ์ลงทุนเท่านั้น ผู้ประกอบการรายอื่นก็สามารถลงทุนได้ วันนี้ ปตท.พยายามบอกว่าผู้ประกอบการรายอื่นสามารถนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากนำเข้า เพราะต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคานำเข้าไปก่อน

    ขณะที่การดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ก็ขาดทุนปีละกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปตท.มียอดขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายเอ็นจีวีแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท ทำไมไม่มีใครเข้ามาแบกรับแทนปตท.บ้าง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ยอมรับว่าเป็นของ ปตท. เนื่องจาก ปตท. เป็นผู้ลงทุน แต่การกำกับดูแลค่าผ่านท่อ ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ไม่ใช่ว่า ปตท. จะเรียกเก็บเท่าไรก็ได้

    - "เราสมัครใจรับภาระ"
    "ปตท.ไม่ได้ผูกขาด เราเป็นบริษัทหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ว่า ปตท.จะเป็นเจ้าของท่อก๊าซ แต่นั่นเพราะเราเป็นผู้ลงทุน ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ขณะที่ค่าผ่านท่อก๊าซก็ถูกควบคุมโดย กกพ.ที่ดูแลอยู่ ขณะที่การนำเข้าแอลพีจี ก็ไม่มีคนทำ จึงมีคำถามว่านโยบายของรัฐเอื้อกับ ปตท.หรือเปล่า ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลถือหุ้นใน ปตท. ทำให้เราสมัครใจที่จะแบกรับหลายเรื่อง ทั้งแอลพีจี เอ็นจีวี ต้องรับภาระขาดทุนในช่วงที่ผ่านมานับเป็นแสนล้านบาท" ดร.ไพรินทร์ กล่าวทิ้ง

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
    ประจำวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2555