ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


News Events

News & Events > ปตท.ผนึกเอ็มซีซี ต่อจิ๊กซอว์ \'TAGNOC\'

    ระหว่างวันที่ 9 - 16 กันยายน 2555 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)(บมจ.ปตท.) เชิญสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานต้นแบบพลาสติก Polybutylene Succinate (PBS) พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ของบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น หรือ เอ็มซีซี (บริษัทในเครือ มิตซูบิชิ เคมิคอล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น) ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เปิดโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่เมืองYokkaichi เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

    หากย้อนหลังไปเมื่อต้นปี 2554 ที่ผ่านมา จะพบว่าทางปตท. และเอ็มซีซี ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในนาม บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคมฯ(PTTMCC) โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50% เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PBS ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (เอไออี) มาบตาพุด จังหวัดระยอง ขนาดกำลังผลิต 2 หมื่นตัน/ปี ลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 3 พันล้านบาท โดยใช้เทคโนโลยีของเอ็มซีซี ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเคมีและเทคโนโลยีการผลิต PBS ล่าสุดโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างประมูลผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานและจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หลังจากนั้นจะดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาสแรกปี 2558

    ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่าย(ปตท.และเอ็มซีซี)ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน(Sustainability) พร้อมกับช่วยผลักดันให้ฐานการผลิตของไทยก้าวไปสู่การเป็นไบโอฮับของเอเชีย โดย PTTMCC จะเป็นโรงงานไบโอพลาสติกแห่งแรกของไทยผลิตพลาสติกประเภท PBS ที่พัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้วัตถุดิบจากพืช อย่างน้ำตาลดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น และวัตถุดิบขั้นกลางคือ Bio-Succinic Acid (BSA) สามารถใช้พืชเป็นวัตถุดิบได้ 100% ย่อยสลายได้ โดยPBS จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ขวดเพ็ต แก้วน้ำพลาสติก ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุอาหารเป็นต้น

    ++เอ็มซีซีโชว์ศักยภาพพลาสติกชีวภาพ
    ที่ Yokkaichi Plant คณะสื่อมวลชนได้เข้าชมในส่วนที่เป็นโซน Chemistry Plaza มีเป้าหมายว่าการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกจะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ โดยในอนาคตรถยนต์ 1 คันจะสามารถใช้ชิ้นส่วนจากพลาสติกได้ถึง 60% จากที่ปัจจุบันใช้ชิ้นส่วนพลาสติกในยานยนต์ได้เพียง 10% ยกเว้นแชสซีส์ด้านล่างที่ยังต้องใช้อุปกรณ์ที่ทนความร้อนอยู่ นอกนั้นก็เป็นโซน Customer Lab และ Plant Tour ซึ่งมีขนาดกำลังผลิต PBS 3,000 ตัน/ปี ผลิตภัณฑ์ PBS ของเอ็มซีซี จะจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า "GSPLa" ที่ปัจจุบันเอ็มซีซีประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าเคมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถนะ เช่นชิ้นส่วนพลาสติกที่ประกอบในอุตสาหกรรมยานยนต์, สินค้าเพื่อสุขภาพและกลุ่มวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรม มีโรงงานอยู่ในญี่ปุ่น 10 แห่ง และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งหมด 6 แห่ง ดำเนินธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ปตท.จับมือกับเอ็มซีซีก็เพื่อต้องการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ธุรกิจพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และPBS ก็จะเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ มีความนิ่มยืดหยุ่นและมีความใส โดยใช้น้ำตาลดิบโควตาส่งออกเป็นวัตถุดิบ มีราคาในตลาดโลกอยู่ที่ 10-20 บาท/กิโลกรัม (แล้วแต่ช่วงราคาจะขึ้นลงตามตลาดโลก) ดังนั้นหากนำน้ำตาลดิบในส่วนของโควตาส่งออกมาใช้ผลิตพลาสติกชีวภาพได้ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำตาลส่งออกดีขึ้น และจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบการเกษตรมากกว่า 10 เท่า

    อย่างไรก็ตามการที่ PBS มีคุณสมบัติเด่นคล้ายคลึงกับ PE แต่ย่อยสลายได้ จึงคาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นตันในปี2553 เป็น 2.68 แสนตันในปี 2563 (ดูกราฟ) จากที่ปัจจุบันผู้ผลิต PBS รายย่อยกระจายตัวอยู่ในจีนและญี่ปุ่น ที่ผลิตจากวัตถุดิบปิโตรเลียมทั้งสิ้น เมื่อโรงงานในไทยพร้อมดำเนินการได้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3 พันล้านบาท/ปี โดยขายในราคา 4-5 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน

    ++ดึงเนเจอร์เวิร์ค ผุดPLA ในไทย
    นอกจากนี้ปตท.ยังมองไปถึงการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ อีกชนิดคือโพลิแลกติกแอซิด(Polylactic Acid) หรือPLA มีความแข็งแรงและใส ให้มีการผลิตขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ปตท.เข้าไปถือหุ้นในบริษัท เนเจอร์เวิร์ค จำกัด สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัท พีทีทีโกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC บริษัทย่อยของปตท. ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีขนาดกำลังผลิตเต็มเพดานที่ 1.4 แสนตัน/ปี ปัจจุบันเดินการผลิตอยู่ที่ 9หมื่นตัน/ปี และจะผลิตได้เต็มที่ในเร็วๆนี้ หลังจากที่ความต้องการใช้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30%ต่อปี จะทำให้โรงงานผลิตPLA ที่อเมริกามีรองรับไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องเตรียมแผนสร้างโรงงานแห่งที่ 2ขึ้น ซึ่งขณะนี้ปตท.กำลังเจรจากับพันธมิตรร่วมทุนดังกล่าว ให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย เพราะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบจากพืช โดย PLA จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มเคลือบถนอมอาหาร และสิ่งทอ เป็นต้น ปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 2-3 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน

    นายสุกฤตย์ กล่าวอีกว่าถ้าจะลงทุนตั้งโรงงานแห่งที่ 2 มีขนาดกำลังผลิตที่ 1.4 แสนตัน/ปี จะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 9 พันล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ล่าสุดมาเลเซียกำลังจะเสนอตัวดึง เนเจอร์เวิร์ค เข้าไปตั้งโรงงานผลิตที่มาเลเซียด้วย โดยยื่นข้อเสนอคือขายเชื้อเพลิงในราคาถูก พร้อมการันตีน้ำตาลราคาถูกกว่าราคาส่งออก ซึ่งคาดว่าพันธมิตรร่วมทุนดังกล่าวจะสนใจไทยมากกว่าเพราะเป็นคู่ร่วมทุนกันอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ภาครัฐจะต้องมีความชัดเจนว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกอย่างไร เพราะในอนาคตเมื่อปตท.สามารถผลิตPBSและPLAได้ ก็จะทำให้มีวัตถุดิบพลาสติกที่ทดแทนพลาสติกที่ผลิตจากสารตั้งต้นปิโตรเลียมเกือบทุกชนิดได้ จะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งผลิตไบโอพลาสติกขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

    ++ตอบสนองนโยบาย TAGNOC
    สอดคล้องกับที่ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. กล่าวว่าขณะนี้ปตท.มีพลาสติกที่ย่อยสลายได้แล้วทั้งหมด 3 ตัวคือการลงทุนตั้งโรงงานผลิต PBS ที่จะผลิตได้ในปี 2558 ซึ่งเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้และจะมาแทนพลาสติกPP และPE ในอนาคต รวมถึงการร่วมทุนกับเนเจอร์เวิร์คผลิตPLA ที่อเมริกาและตัวสุดท้ายคือเอนเนอร์ยีพลาสติกคือพลาสติกชนิด กรีน เอบีเอส เท่ากับว่าปตท.มีแล้ว 3 ตัวที่เราสื่อได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยย่อยสลายได้ภายใต้ภาวะที่เหมาะสมซึ่งทั้งหมดนี้ปตท.ได้เดินมาถูกต้องแล้วเพื่อเป็นการตอบสนองนโยบาย TAGNOC คือมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและมีการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและพลังงานที่ยั่งยืน จึงต้องค่อยๆเพิ่มการลงทุนผลิตพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยใน 4-5 ปีข้างหน้าปตท.จะเป็นโรงงานผลิตพลาสติกย่อยสลายได้มากขึ้นโดยใช้ผลผลิตจากภาคการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล มันสำปะหลังโดยจะเพิ่มยอดขายพลาสติกชีวภาพเป็น 10-20% ของยอดขายพลาสติกทั่วไป

    "เวลานี้จะเห็นว่าหลายประเทศพยายามจะหันมาใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ อย่างในโซนยุโรป พยายามจะลดการใช้พลาสติก เริ่มมีกฎระเบียบใหม่ๆ ออกมา อย่างบรรจุภัณฑ์อาหารก็มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่าย อย่างที่ปตท.เองได้เริ่มแล้วคือแก้วบรรจุกาแฟอะเมซอล"

    อย่างไรก็ตามการพัฒนาไปสู่พลาสติกที่ย่อยสลายได้จะต้องใช้เวลา จะยากช่วงเริ่มต้นในเรื่องต้นทุนการผลิตและการยอมรับของผู้บริโภค เหมือนกรณีเย็บแผลแล้วปล่อยให้ไหมละลายไปเอง ดังนั้นพลาสติกที่ย่อยสลายได้จะมีบทบาทกับวงการแพทย์มากขึ้นด้วย ส่วนราคาพลาสติกที่ย่อยสลายง่ายในระยะแรกๆ จะมีราคาแพง โดยพลาสติกชีวภาพจะมีราคาสูงถึง 2-3 พันดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างจากราคาพลาสติกทั่วไปอยู่ที่ 1-1.5 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ดังนั้นถ้าจะเทียบกันก็เหมือนการเปลี่ยนมาใช้ทีวีจอแบน ที่ราคาจะแพงช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ แต่ขณะนี้ราคาถูกลงมาอยู่ที่ 2,000 บาทเศษ/เครื่องก็สามารถซื้อได้

    ดังนั้นถ้าจะให้ราคาถูกลงรัฐบาลจะต้องมีการสนับสนุนในอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจน รวมถึงทำให้ผู้บริโภคหันมายอมรับการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายง่ายให้มากขึ้น เมื่อมีคนบริโภคมากขึ้นราคาก็จะค่อยๆ ถูกลง ดังจะเห็นว่าเวลานี้กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้ความต้องการใช้ไบโอพลาสติกของโลกเติบโตขึ้นทุกปีและความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 7 แสนตัน/ปี ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 1.7 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2558 หรือมีความต้องการเพิ่มขึ้น 20-30%

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
    ประจำวันที่ 23-26 กันยายน 2555