ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


News Events

News & Events > สถาบันพลาสติกฯ แนะเอกชนรุกตลาดอินโดฯ-เวียดนาม

    สถาบันพลาสติกชี้หลังเข้าเออีซีไทยเสียเปรียบมาเลเซีย-สิงคโปร์ เหตุขีดความสามารถการแข่งขันน้อยกว่า แม้เริ่มต้นธุรกิจก่อน ชี้โอกาสของไทยในอาเซียนอยู่ที่อินโดฯ-เวียดนาม ประชากรสูง นำเข้าสินค้าไทยมาก

    เล็งทำแผนเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย
    นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวในการสัมมนา เออีซี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โอกาส หรือวิกฤติ ต่อผู้ประกอบการพลาสติก วานนี้ (9 ส.ค.) ว่า อุตสาหกรรมพลาสติกของสิงคโปร์และมาเลเซียมีความก้าวหน้ามากกว่า จึงเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยอุตสาหกรรมพลาสติกของไทยเกิดขึ้นก่อนแต่รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีนโยบายส่งเสริมชัดเจน ส่งผลให้โรงงานที่ตั้งขึ้นภายหลังมีเครื่องจักรที่ทันสมัยกว่า สามารถผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้ ต่างจากไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกเม็ดพลาสติกมากกว่าผลิตภัณฑ์พลาสติก และผู้ผลิตของไทยส่วนใหญ่ 80% เป็นเอสเอ็มอี จึงมีขีดความสามารถการแข่งขันน้อยกว่า

    ทั้งนี้ โอกาสของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยในอาเซียนอยู่ที่อินโดนีเซียและเวียดนาม เพราะมีจำนวนประชากรสูงและนำเข้าสินค้าไทยมาก รองลงมาคือลาว กัมพูชาและพม่า ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนและประเทศเพื่อนบ้านมั่นใจคุณภาพสินค้าไทย และไทยอยู่ใกล้ประเทศกลุ่มนี้จึงได้เปรียบต้นทุนโลจิสติกส์

    การแข่งขันในอาเซียนต้องใช้ความได้เปรียบในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เข้มแข็ง เพื่อมาผลิตผลิตภัณฑ์มากขึ้น และต้องส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น แม่พิมพ์ รวมทั้งผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น พลาสติกชีวภาพ หลังจากนี้ สถาบันจะรวบรวมข้อเสนอของเอกชน เพื่อทำแผนเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการพลาสติกไทยต่อไป

    นอกจากนั้น อุตสาหกรรมพลาสติกต้องพัฒนาบุคลากรทั้งระดับสายการผลิตและผู้บริหารระดับกลาง โดยผู้ผลิตในประเทศขาดแรงงานมีทักษะ จึงต้องสร้างช่างฝีมือให้มากขึ้น ส่วนผู้บริหารระดับกลางจะต้องพัฒนาให้มีความรู้ภาษาท้องถิ่นเพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ เพราะต้องทำงานใกล้ชิดกับแรงงานท้องถิ่นมากกว่าผู้บริหารระดับสูง เหมือนกับบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยก็ไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกับแรงงานในสายการผลิต แต่จะมีระดับหัวหน้างานหรือผู้จัดการใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสาร

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 ไทยมีมูลค่าการส่งออกพลาสติก 100,387.89 ล้านบาท มีมูลค่าการนำเข้า 107,512.17 ล้านบาท โดยการส่งออกไปอาเซียน 5 อันดับแรก คือ 1. มาเลเซีย 5,996.21 ล้านบาท 2. อินโดนีเซีย 5,526.22 ล้านบาท 3. เวียดนาม 4,637.33 ล้านบาท 4. ฟิลิปปินส์ 2,802.08 ล้านบาท และ 5. สิงคโปร์ 2,150.17 ล้านบาท ส่วนการนำเข้าจากอาเซียน 5 อันดับแรก คือ 1. มาเลเซีย 8,368.72 ล้านบาท 2. สิงคโปร์ 6,498.46 ล้านบาท 3. อินโดนีเซีย 2,476.12 ล้านบาท 4. เวียดนาม 1,255.73 ล้านบาท และ 5. ฟิลิปปินส์ 779.48 ล้านบาท จะเห็นว่าไทยขาดดุลการค้าให้กับมาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะทั้ง 2 ประเทศผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง และบางส่วนเป็นสินค้าที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้

    ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดอ่อนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทย คือ ขาดผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ จะเห็นว่ากลุ่ม ปตท.และเครือเอสซีจีสามารถขยายธุรกิจในอาเซียนได้เร็ว เพราะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ แต่ผู้ประกอบการรายอื่นขาดบุคลากรระดับนี้ที่มีทักษะในการบริหาร ส่งผลให้การทำงานต้องใช้วิธีแก้ปัญหาวันต่อวัน ไม่สามารถบริหารการผลิตให้ต้นทุนลดลงได้ จึงไม่สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์และมาเลเซียได้

    เรื่องวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีของไทยสามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าบุคลากรไทยไม่พร้อม ก็ออกไปลำบาก ภาครัฐควรช่วยเหลือในการสร้างบุคลากรทุกระดับ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมพลาสติกไทย

    ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่าในกลุ่มอาเซียนนั้น อินโดนีเซียและเวียดนามมีศักยภาพเข้าไปลงทุนในระยะสั้น โดยบริษัทได้ลงทุนตั้งโรงงานที่อินโดนีเซียและประสบความสำเร็จ โดยยอดขายขยายตัวต่อเนื่อง สาเหตุที่ลงทุนในอินโดนีเซียเพราะภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกสูงและมีประชากรมาก ส่วนประเทศอื่น เช่น พม่ายังไม่พร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทต้องการลงทุนที่พม่า แต่ไฟฟ้าในย่างกุ้งยังไม่เพียงพอ ส่วนในกัมพูชาไม่กล้าไป เพราะเคยมีปัญหาชาวกัมพูชาต่อต้านคนไทย ซึ่งผู้ที่จะไปลงทุนต่างประเทศต้องศึกษาการเมืองระหว่างประเทศด้วย

    นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
    ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2555