ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


News Events

News & Events > \'อินโดรามา\'นับถอยหลัง3 ปีขึ้นผู้นำปิโตรเคมี

    หลังจากประกาศแผนก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างแท้จริงในตลาดโลกภายในปี 2557 โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีกำลังการผลิตรวม ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เส้นใยโพลิเอสเทอร์ ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate resin) และ PTA (Purified Terephthalic Acid) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับ 2 ผลิตภัณฑ์แรก รวม 10 ล้านตันต่อปี บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ภายใต้การนำของ "อาลก โลเฮีย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไฟแรงชาวอินเดีย ได้วางกรอบเงินลงทุนในช่วงปี 2553-2557 ไว้ถึง 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 114,000 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อการควบรวมกิจการ (M&A: Merge and Acquire)ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับอินโดรามา รวมถึงตั้งโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตในโครงการที่มีอยู่แล้ว

    สยายปีก ทะลุเป้า 10 ล้านตั
    ภายใต้ยุทธศาสตร์เชิงรุกดังกล่าว อินโดรามาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกำลังการผลิตในปี 2553 ที่มีอยู่เพียง 3.2 ล้านตัน ปัจจุบันในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 5.9 ล้านตัน ด้วยฐานการผลิตที่มีมากถึง 32 แห่ง ใน 15 ประเทศจาก 4 ทวีปทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย อเมริกาเหนือ แอฟริกา และยุโรป โดยใช้เงินลงทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไปทั้งสิ้น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท และภายในปี 2555 นี้อินโดรามากำลังจะมีกำลังการผลิตขยับเพิ่มเป็น 7.5 ล้านตัน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ผ่านมาซึ่งมีรายได้รวมประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากบรรลุเป้าหมาย 10 ล้านตันในปี 2557 IVL จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 420,000 ล้านบาท

    นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IVL เปิดเผยว่า ในปี 2555-2557 นี้ จะมีการใช้เงินลงทุนอีก 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 69,000 ล้านบาท เพื่อควบรวมกิจการและตั้งฐานการผลิตใหม่ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการตั้งโรงงานใหม่นั้น มีประเทศเป้าหมาย 2 แห่ง ได้แก่ ประเทศอินเดีย และประเทศในแถบตะวันออกกลาง โดยโครงการในอินเดีย บริษัทได้ประกาศแผนสร้างโรงงานผลิต PTA เม็ดพลาสติก PET และเส้นใยสังเคราะห์แบบสั้น หรือ PSF (Polyester Staple Fiber) กำลังการผลิตรวม 2 ล้านตันต่อปี ใช้เม็ดเงินลงทุนราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 21,000 ล้านบาท จะเริ่มผลิตได้ในปี 2557 และเดินเครื่องจักรเต็มกำลังการผลิตในปี 2558

    ในส่วนของโครงการตั้งฐานการผลิตใหม่ในแถบตะวันออกกลางนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นการลงทุนในประเทศใด แต่คาดว่าจะสรุปดีลได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2555 นี้ โดยลักษณะการลงทุนจะคล้ายกับโครงการในอินเดีย คือ เป็นการตั้งฐานการผลิต PTA ขนาด 1.2 ล้านตันต่อปี และเม็ดพลาสติก PET กำลังการผลิต 0.5 ล้านตันต่อปี ใช้เม็ดเงินลงทุนใกล้เคียงกันคือ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    นอกจากนี้ IVL ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตในฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่แล้วด้วย อาทิ ขยายการผลิตในโรงงานผลิต PTA อีก 0.35 ล้านตันต่อปี และขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PET อีก 0.2 ล้านตันต่อปี ที่ฐานการผลิตในรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงขยายการผลิตในส่วนของโรงงานผลิตเส้นใยโพลิเอสเทอร์ที่อินโดนีเซียอีก 0.3 ล้านตัน

    เพียงแค่แผนการลงทุนตั้งฐานการผลิตใหม่และขยายกำลังผลิตเพิ่มใน 4 ประเทศนี้ จะทำให้ IVL มีกำลังการผลิตรวมในปี 2557 อยู่ที่ 12.05 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10 ล้านตันต่อปี และจะทำให้อินโดรามา ขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในกลุ่มนี้

    เดินหน้า M&A พุ่งเป้ากรีน
    อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าหลังจากอินโดรามาเดินไปถึงเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าแล้ว ยักษ์ใหญ่ที่เริ่มก้าวแรกในประเทศไทยด้วยธุรกิจผลิตเส้นด้ายจากขนสัตว์เมื่อปี 2537 และผงาดขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงปิโตรเคมีโลกได้ภายในระยะเวลา 2 ทศวรรษนี้ จะวางเส้นทางสำหรับอนาคตไว้เช่นไร

    นายอาลก ให้คำตอบว่าถึงแม้อินโดรามาจะประสบความสำเร็จในการพุ่งเป้ากำลังการผลิตที่ขีดไว้ 10 ล้านตันต่อปีแล้ว ก็ใช่ว่าการเดินหน้าควบรวมกิจการ (M&A) จะยุติหรือช้าลง แต่ทิศทางของการควบรวมกิจการจะมุ่งเน้นบริษัทที่มีนวัตกรรม ผลิตสินค้าในกลุ่มที่มีความพิเศษมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อินโดรามามีทั้งผลิตภัณฑ์พื้นฐาน ผลิตภัณฑ์พิเศษ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

    ที่สำคัญอินโดรามายังมีเป้าหมายที่จะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยนายอาลก ระบุชัดว่า "เราจะเป็นบริษัทที่เขียวที่สุดในวงการปิโตรเคมี" ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็น 450 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรอื่นๆ เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้วัตถุดิบจาก ปิโตรเคมี เช่น โครงการที่ร่วมมือกับบริษัทพูแรคฯในการผลิต PLA (Polylactic Acid) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ อินโดรามายังเป็นบริษัทแรกที่ผลิต Bio-MEG จากอ้อยทดแทนการใช้ MEG ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดิบ ซึ่ง MEG นี้ เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก PET ขณะเดียวกันอินโดรามาได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจรีไซเคิล โดยปีที่ผ่านมาได้เข้าซื้อกิจการ Wellman International ธุรกิจรีไซเคิลพลาสติก PET ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังมีแผนลงทุนธุรกิจรีไซเคิลที่ไทยและอินโดนีเซียด้วย


    รับลงทุนไทยยาก รุกอินโดฯ
    ด้านแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยนั้น บิ๊กบอสของอินโดรามา ยอมรับว่า IVL ยังคงต้องการลงทุนในไทย แต่การลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีในไทยทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ใหม่ ดังนั้น จึงมองว่าอินโดรามาจะมีโอกาสมากกว่าในการลงทุนที่ต่างประเทศ โดยล่าสุด IVL โฟกัสไปที่ประเทศอินโดนีเซีย เพราะมองว่าจะเป็นตลาดใหญ่รองจากจีนและอินเดียในอนาคต และต่อไปสัดร่วนรายได้ของอินโดรามาที่รับรู้จากอินโดนีเซียจะมีสัดส่วนถึง 10% ของรายได้รวมทั้งหมด จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 5%

    ทั้งนี้ หลังจากการเข้าซื้อกิจการ SK Indonesia ได้แก่ บริษัท SK Keris และบริษัทลูก PT SK Fibeer ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจพลาสติก PET และโพลิเอสเทอร์ของอินโดรามาได้ตลาดใหม่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโรงงาน PT Indorama Ventures Indonesia Tbk ซึ่งเดิมคือบริษัท SK Keris มีกำลังการผลิตเส้นด้านสังเคราะห์ 73,600 ตันต่อปี และเม็ดพลาสติก PET 88,000 ตันต่อปี ขณะที่โรงงาน PT Indorama Polyester Industries มีกำลังการผลิตเส้นด้ายสังเคราะห์ 36,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ อินโดรามายังมีแผนสร้างโรงงานผลิตโพลิเอสเทอร์อีก 300,000 ตันต่อปีอีกด้วย

    ทั้งหมดนี้ คือเส้นทางการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการปิโตรเคมีที่มีก้าวแรกจากการลงหลักปักฐานในประเทศไทย แต่ด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สร้างทางลัดในการขยายกำลังการผลิต บุกเบิกตลาดใหม่ และพัฒนาเทคโนโลยีทำให้อินโดรามาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและมั่นคง

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
    ประจำวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2555