ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


News Events

News & Events > ลูกเล่นน้ำดื่มปรับขนาดเพิ่มจุดขายชิงบัลลังก์1.8 หมื่นล้าน

    ตลาดน้ำดื่ม 1.8 หมื่นล้านคึกคัก หลังพบความต้องการยังพุ่งกระฉูด 5 แบรนด์ผู้นำยังกระหน่ำสร้างแบรนด์ไต่เป้าครองบัลลังก์ ปรับลดขนาด 500-600 มล. คงราคา 7 บาท มุ่งหาจุดขายของตัวเอง ดึงแนวเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้าชิงที่นั่งน้ำดื่มเพื่อคนรักโลก

    ภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และเป็นตลาดที่ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร กระแสสุขภาพ และรูปแบบชีวิตที่เร่งรีบของสังคมเมือง ส่งผลให้มีผู้ประกอบการเข้ามาในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 20-30% ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 แบรนด์ทั่วประเทศ โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่กุมส่วนแบ่งหลักของตลาด เนื่องจากมีแบรนด์ทำตลาดทั่วประเทศ ซึ่งต่างเล็งเห็นโอกาสในการขยายตัวของตลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงอุทกภัย ที่ทำให้ตลาดน้ำดื่มกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง มากขึ้นมาอีกครั้ง

    สำหรับแบรนด์หลักในตลาดน้ำดื่มในกลุ่มผู้นำมีแบรนด์สิงห์, เนสท์เล่ เพียวไลฟ์, คริสตัล, น้ำทิพย์ และช้าง ซึ่ง 5 แบรนด์นี้กุมส่วนแบ่งตลาดไว้ถึง 70% โดยผู้นำยังคงเป็นแบรนด์ “สิงห์” ซึ่งเปิดตลาดมานานและมีความแข็งแกร่งของการกระจายสินค้า รวมทั้งมีรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ทั้งแบบขวดแก้ว และขวด PET อีกหลายขนาด แต่น้ำดื่มบรรจุขวด PET จะต่างจากน้ำดื่มในเซ็กเมนต์ขวดแก้ว ที่อาศัยการเข้าถึงช่อง ทางค้าปลีกทั่วไป มากกว่าการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งผลักดันเข้าไปในร้านอาหาร ผับ และโรงแรม และเป็นตลาดที่กำลังเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของช่องทางค้าปลีก

    คู่แข่งตลาดเบียร์งัดข้อน้ำดื่ม

    ช้างและสิงห์ เป็นคู่ปรับที่เรียกได้ว่า งัดข้อกันทุกสมรภูมิใหญ่ของตลาดเครื่องดื่ม ทั้งในส่วนของเบียร์ โซดา มาจนถึงน้ำดื่ม ในปีที่ผ่านมาบริษัทไทยเบฟเวอเรจฯ ได้ทุ่มงบลงทุนครั้งใหญ่ขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มน้ำดื่ม ตราช้างในแบบขวด PET ขึ้นอีก 1 เท่าตัว เพื่อรองรับการบุกตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดหลังจากทำตลาดมา 10 ปี และเริ่มบุกตลาดอย่างจริงจังในปี 2553 อีกทั้งได้ใช้งบประมาณในการทำตลาดกว่า 80-100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เพื่อจัดกิจกรรมเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยคาดหวังว่าภายใน 3 ปี หรือในปี 2557 จะเป็นผู้นำ 1 ใน 3 ของตลาดน้ำดื่ม

    การบุกตลาดน้ำดื่ม เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ขยายการเติบโตของกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ หลังจากการแข่งขันอย่างรุนแรงของตลาดเบียร์ ซึ่งขยายตัวไม่มากนักในระยะหลัง ปัจจุบันไทยเบฟฯ มีเครื่องดื่มในกลุ่มนอน-แอลกอฮอล์ ที่ประกอบไปด้วย น้ำดื่มช้าง, น้ำดื่มเกลือแร่ พาวเวอร์ พลัส, เครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์, เครื่องดื่มชาเขียวโออิชิ และเครื่องดื่มอะมิโน พลัส โดยเล็งเห็นว่าสินค้าในกลุ่มนันแอลกอฮอล์ มีโอกาสเติบโตได้มากในอนาคต ซึ่งสัดส่วนรายได้จากกลุ่มนอน-แอลกอฮอล์ ขึ้นเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้ทั้งบริษัท

    ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา น้ำดื่มช้างยังถือโอกาสสร้างแบรนด์ครั้งใหญ่ เปิดตัว “น้ำดื่มช้าง” รุ่น “พลังน้ำใจไทย Power of Thai” ที่ผลิตขึ้น 30 ล้านขวด

    ขนาด 600 มล.อาจเหลือเพียงตำนาน

    ไม่เพียงแต่แบรนด์ช้างที่มุ่งหวังการกุมบัลลังก์แห่งเจ้าน้ำดื่มในประเทศไทย เพราะทางด้าน แบรนด์ท็อป 3 อย่าง “เนสท์เล่ เพียวไลฟ์” ก็มีการโหมทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการเข้าแข่งขันในกลุ่มน้ำดื่มขวด PET ซึ่งเป็นการขายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด กับเทรดดิชั่นแนลเทรด หรือตู้แช่ตามร้านค้าปลีกขนาดย่อย และใช้ดีไซน์พร้อมจุดขายในด้านความสะอาดของน้ำ อีกทั้งยังเป็นรายแรกๆ ที่เปิดตลาดในขนาด 0.6 ลิตร จากเดิม 0.5 ลิตร ซึ่งวางขายในราคา 7 บาท และเป็นปริมาณที่มากกว่าคู่แข่ง จนทำให้หลายแบรนด์ต้องขยับมาใช้ขนาดราคาดังกล่าว

    แต่ปัจจุบันขนาดของน้ำดื่มเนสเล่ห์ เพียวไลท์ในช่องทางเซเว่น อีเลฟเว่น ก็ได้ขยับลงมาเป็น 0.5 ลิตรเช่นเดิม เท่ากับน้ำดื่มสิงห์ ส่วนคริสตัลและน้ำดื่มช้าง ยังมีขนาด 0.6 ลิตร ในราคา 7 บาท ส่วนน้ำทิพย์ได้ขยับจากขนาด 0.6 ลิตร มาเป็น 0.55 ลิตรในปัจจุบัน

    น้ำทิพย์ชิงตำแหน่งน้ำดื่มเพื่อโลก

    สำหรับค่ายน้ำอัดลมจุดแข็งในการทำตลาดน้ำดื่ม คือการมีหน่วยรถที่สามารถกระจายสินค้าได้อย่างครอบ คลุมและมีความถนัดในการกระจายสินค้าประเภทเครื่องดื่มเข้าสู่ตู้แช่ของร้านค้าย่อยทั่วประเทศ ส่วนการแข่งขันโดยทั่วไป นอกจากการสร้างแบรนด์ หรือการเน้นภาพลักษณ์ด้านความสะอาดเพื่อสุขภาพ ซึ่งทุกค่ายหลักต่างโหมตลาดอย่างหนักแล้ว จำเป็นที่จะต้องหาจุดขายใหม่ๆ ออกมาสร้างความแตกต่าง เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด นอกเหนือจากการจัดแคมเปญหรือโปรโมชั่นที่แย่งส่วนแบ่งจากคู่แข่งได้เพียงช่วงสั้นๆ

    นายเรฮาน คาน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจประจำประเทศไทย บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำดื่ม “น้ำทิพย์” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา นอกจากปัญหาน้ำดื่มขาดตลาดแล้ว บริษัทยังเล็งเห็นว่า ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงพลิกโฉมแบรนด์ครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “Live Positive ร่วมทำสิ่งดีๆ เพื่อเรา...เพื่อโลก” ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พีอีที (PET) โดยเครื่องจักรใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ที่สามารถลดการใช้วัตถุดิบได้ถึง 35% ในโรงงานของบริษัทที่รังสิต

    น้ำดื่มน้ำทิพย์ในขวดใหม่จะมีขนาด 550 มิลลิลิตร ผลิตได้ 1,200 ขวดต่อนาที จากเดิม 500 ขวดต่อนาที ซึ่งขนาด 550 มิลลิลิตร ถือเป็นขนาดที่วิจัยมาแล้วว่าเหมาะสมที่สุดกับการลดปริมาณการใช้วัตถุดิบพลาสติกได้สูงสุด 35% อีกทั้งยังมีขนาดไล่เลี่ยกับตลาด ซึ่งอยู่ที่ขนาด 500-600 มิลลิลิตร และต่อไปจะปรับโฉมของน้ำดื่มในขนาด 1.5 ลิตรในแนวคิดดังกล่าวตามมาอีกด้วย

    “พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ไม่ได้ใช้ราคาในการตัดสินใจเลือกน้ำดื่มเพียงอย่างเดียว แต่จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลให้ทุกคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญในการทำตลาดของ โคคา-โคลา ในปัจจุบันอีกด้วย”

    สำหรับตลาดน้ำดื่ม มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 10-15% ต่อปี แม้ว่าที่ผ่านมาตลาดจะค่อนข้างนิ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่มีนวัตกรรมมากนัก แต่ยังมีความต้องการของตลาดตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและสังคมเมือง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยปีนี้น้ำดื่มน้ำทิพย์จะใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท มากที่สุดในประวัติการณ์เพื่อทำตลาดครั้งใหญ่ผ่านสื่อต่างๆ โดยวางเป้าหมายเป็นที่ 1 ในอนาคต จากลำดับที่ 4 ของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นจะต้องมีส่วนแบ่งอย่างน้อย 20% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าหมายการ เติบโต 10-15% หรือมากกว่าการเติบโตของตลาด โดยปัจจุบันขนาด 550 มิลลิลิตร ถือเป็นขนาดที่มีสัดส่วนการขายมากที่สุด สำหรับน้ำทิพย์ขนาดดังกล่าวสร้างสัดส่วนยอดขายถึง 80%

    ขณะที่ผู้นำตลาดน้ำดื่มยังคงเบียดเสียดแย่งส่วนแบ่งสลับกันไป ตามช่วงของการทำกิจกรรม แต่น้ำทิพย์ก็ยังหวังว่าจะวิ่งเข้าสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็ว ดังเช่นแบรนด์ในเครือ “ILOHAS” ซึ่งนำเสนอนวัตกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อมจนขึ้นเบอร์ 1 ในตลาดญี่ปุ่นได้ภายใน 6 เดือน

    นสพ.สยามธุรกิจ
    ประจำวันที่ 18-20 มกราคม 2555