ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > ฟันธงปีเถาะอุตฯปิโตรเคมีขาลง

    "เอสซีจี เคมิคอลส์" ฟันธงปิโตรเคมีปีเถาะอยู่ในสถานภาพขาลง มีแรงกดดันจากกำลังผลิตใหม่ในตลาดโลก ฟันธงส่วนต่างราคา ระหว่างเม็ดพลาสติกเอชดีพีอีกับแนฟทาไปไม่ถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ดันสินค้ากลุ่มHVAโต 40% คาดการณ์รายได้โต แต่กำไรดูยาก สอดคล้องกับที่PTTCH พยากรณ์ Spread ปีหน้าเฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน500ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน

    นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี เคมิคอลส์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2554 ว่าเป็นปีที่อยู่ในสถานภาพขาลง เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรายังไม่นิ่ง บวกกับมีแรงกดดันจากตะวันออกกลางและจีนเพราะในปีหน้าจะมีกำลังการผลิตใหม่จากตะวันออกกลางและจีนออกมาอีก 6 ล้านตัน จากที่ปี 2553 มีกำลังผลิตใหม่ออกมาแล้ว 8 ล้านตัน(เดิมคาดการณ์ว่าจะมี11ล้านตัน) ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปีหน้ายังตกอยู่ที่ท้องอ่าง โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกปี 2554 ตลาดจะไม่ค่อยดี และจะกลับไปสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครึ่งเมื่อพ้นปี 2554 ไปแล้วที่มาร์จินจะดีขึ้น จะไม่มีซัพพลายใหม่เข้ามา

    นอกจากนี้ยังมองว่าส่วนต่างราคาหรือ Spread ระหว่างเม็ดพลาสติกเอชดีพีอีกับแนฟทาตอนนี้น่าจะอยู่ในระดับ500ดอลลาร์สหรัฐฯบวก/ลบ พอปี 2554 ทั้งปีคาดว่า Spread ไปไม่ถึง 600-700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งตอนนี้ยังพูดยากอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่าราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯจะเป็นอย่างไร และคิดว่าถ้า Spread ลงไปต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ถือว่าต่ำมากแครกเกอร์ ส่วนใหญ่ก็อยู่ยาก โดยเฉพาะแนฟทาแครกเกอร์จะอยู่ยาก ก็ต้องลดกำลังผลิตลง พอลดกำลังผลิตดีมานด์ก็กลับมา ตรงนี้ตัวมันเองจะแก้ไขตัวมันเองตลอดเวลา ฉะนั้นปี2554 รายได้ในกลุ่มปิโตรเคมีโตขึ้น แต่กำไรยังดูยากมากในขณะนี้

    " ปีหน้าจะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นหลังจากที่ศาลปกครองฯได้มีคำพิพากษาออกมาแล้ว ก็มีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างของเอสซีจีก็ยังเหลืออีก 2 โครงการ ทั้ง 2 โครงการนี้น่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2554 เป็นต้นไป หลังจากที่ปี 2553 กำลังการผลิตของเราลดลงไปเนื่องจากปัญหามาบตาพุด และเราก็มีการหยุดซ่อมโรงงานโอเลฟินส์ 1 โรงงาน เราก็หวังว่าหลังจากที่เราหยุดซ่อมเสร็จสิ้นไปแล้ว ก็จะมีกำลังผลิตส่วนนี้เข้ามาสมทบ"

    นอกจากนี้เอสซีจี เคมิคอลส์ มองว่าที่ผ่านมาได้ลงทุนเต็มที่มาแล้ว จากนี้ไปขอให้โรงงานที่มาบตาพุดเดินเครื่องให้เต็มที่ก่อน ฉะนั้นในปี2554 จะเป็นปีแห่งการปรับปรุงด้านดาวน์สตรีม แครกเกอร์ เป็นปีที่จะต้องดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน หลังจากที่ล่าช้าไปเพราะเผชิญปัญหามาบตาพุด และสินค้าในกลุ่มธุรกิจสินค้าพิเศษที่มีมูลค่าเพิ่มสูง HVA ( High Value-Added Products) ที่จะเข้ามาเป็นตัวหลักที่ช่วยให้มาร์จินดีขึ้น โดยตั้งเป้าว่าในปี 2554 จะมีรายได้จากสินค้ากลุ่มHVA โตขึ้นจาก 33-34% ในปี 2553 เพิ่มเป็น 40%ของรายได้กลุ่มปิโตรเคมีทั้งหมด โดยปี 2554 ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะมีการส่งออก 50% ไปยังทวีปเอเชียเป็นหลัก และ 50% ป้อนตลาดในประเทศ

    กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี เคมิคอลส์กล่าวถึงสถานการณ์สินค้าและตลาดปิโตรเคมี ตลอดปี 2553ว่า มีบางผลิตภัณฑ์ก็ยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดูเบาบางกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น เม็ดพลาสติกสายโพลิเอทิลีน เนื่องจากมีกำลังการผลิตจากตะวันออกกลางออกมามาก ทำให้มีแรงกดดันด้านราคา ประกอบกับต้นทุนการผลิตเราสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3และไตรมาส 4 บางผลิตภัณฑ์ที่เคยแย่ก็กลับมาดีขึ้น เช่น เม็ดพลาสติกพีทีเอ ก็ยังเป็นช่วงที่เอสซีจี เคมีคอลส์ยังไม่วางใจ ยังเป็นช่วงที่ต้องดูมาร์จินและสถานการณ์แบบนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2554 เพราะกำลังการผลิตใหม่จากตะวันออกกลางและจีนจะมากขึ้น จากที่ปี 2553 มีการพูดว่าจะมีกำลังผลิตใหม่ของเอทิลีนจากตะวันออกกลางและจีนออกมา 11 ล้านตัน จะเป็นซัพพลายใหม่ที่ออกมา แต่ก็ออกมาจริงประมาณ 8 ล้านตัน ตรงนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านดีมานด์ด้วย ถ้าดีมานด์ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญก็จะช่วยดูดซับกำลังผลิตที่ออกมาใหม่ได้ แต่สมมติถ้าดีมานด์ไม่ดีก็จะทำให้มาร์จินลดลงได้ โดยดีมานด์ที่ว่านี้จะดูจีนเป็นหลัก ซึ่งจีนตอนนี้ก็มีการควบคุมเพราะเศรษฐกิจของจีนในเวลานี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผลอย่างไรกับดีมานด์ ซึ่งเราก็ยังต้องติดตามไปเรื่อยๆ และหลายเรื่องก็ยังเป็นเรื่องที่ยากที่จะไปคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะไปในทิศทางไหน ทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันยังมีความไม่แน่นอนอยู่

    สอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน)หรือ PTTCH กล่าวว่าปี 2554 จะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีแข่งขันกันดุเดือดไม่ต่างกับปี2553 และคิดว่า Spread เฉลี่ยทั้งปีจะวิ่งอยู่ที่ 450-500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน คือไม่เกิน500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันจะโดนแรงกดดันพอสมควรทั้งซัพพลายใหม่จากตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน และหลังจากปี2554ไปถ้าดูจากแนวโน้มของดีมานด์และซัพพลายตลาดจะค่อยๆดีขึ้น

    ฉะนั้นถ้าดูปี2554 ยังมีปัจจัยบวกอยู่ เนื่องจากตลาดยังมีการเติบโตโดยเฉพาะในเอเชีย ในอาเซียน ที่ยังมีกำลังซื้ออยู่มาก และการที่จะเป็นตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ตรงนี้ไทยต้องเตรียมรับมือ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นขอให้อย่าไปคิดว่าเป็นแค่การเคลื่อนย้ายสินค้า ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มันคือการเคลื่อนย้ายของเงินทุน คน และการบริการ และโลจิสติกส์และการถือทรัพย์สิน ตรงนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมด

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ