ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > IRPCผุด2บิ๊กโปรเจ็กต์เปิดทำเลทอง1หมื่นไร่

    "ไออาร์พีซี" ทุ่มงบลงทุนก้อนโต 30,000 ล้านบาท ผุดอีก 2 บิ๊กโครงการปีหน้า เตรียมชงบอร์ดอนุมัติปลายธ.ค.นี้ ต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นที่มีมูลค่าต่ำ นำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ พร้อมเล็งเปิดกรุทำเลทอง1หมื่นไร่ทั่วประเทศ พัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมหรือนิคมอุตฯ ส่วนที่สงขลา เริ่มศึกษาพลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ หลังกพช.ไฟเขียวเพิ่มค่าไฟฟ้าให้

    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2554 ถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารหรือ บอร์ด บมจ.ไออาร์พีซี ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ว่า จะมีการเสนอแผนการลงทุนในช่วง 4 ปี(2554-2558) ให้ที่ประชุมบอร์ด อนุมัติในวงเงินประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 30,000 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

    โดยจะเป็นลงทุนในโครงการเพิ่มกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกโพรพิลีน ขนาด 160,000 ตันต่อปี ที่ใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2557 จะส่งผลให้กำลังการผลิตโพรพิลีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 710,000 ตันต่อปี จากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการขยายกำลังการผลิตไปแล้ว 100,000 ตันต่อปี ที่จะแล้วเสร็จในปี 2555 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 450,000 ตันต่อปี

    "การขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกโพรพิลีนดังกล่าว จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าจากของเหลือหรือลองเรซิดิว ที่ได้จากกระบวนการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันไออาร์พีซี ที่มีกำลังการผลิต 215,000 บาร์เรลต่อวัน มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกโพรพิลีน ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการโพรพิลีนในตลาดยังมีอีกมาก จึงเชื่อมั่นว่ามีต้นทุนในการแข่งขันได้มากที่สุดของประเทศไทย เพราะมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง ต่างจากโรงงานอื่นๆหรือที่มาจากตะวันออกกลาง ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ"

    ดร.ไพรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับการลงทุนอีกโครงการจะเป็นการต่อยอดจากการนำเม็ดพลาสติกโพรพิลีนที่ผลิตได้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกชนิดพิเศษ เนื่องจากมีกำไรสูงกว่าราคาพลาสติกทั่วไปอยู่กว่า 10 % ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะทำชนิดหรือเกรดไหนออกมาดี โดยจะใช้เงินลงทุนในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ทั้งนี้ การลงทุนใน 2 โครงการดังกล่าว ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่สุดในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี(2553-2557) ภายใต้โครงการฟินิกซ์ ที่กำหนดไว้จำนวน 19 โครงการ จากมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1,342 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 40,260 ล้านบาท(อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยปี 2553 นี้ได้มีการอนุมัติงบการลงทุนไปแล้วประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการดำเนินงานไปแล้วกว่า 13 โครงการ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะดำเนินการให้ได้ตามแผนทั้ง 19 โครงการ และอาจจะมีเข้ามาเพิ่มอีก 2-3 โครงการ

    นอกจากนี้ ดร.ไพรินทร์ ยังกล่าวถึงการบริหารทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินว่างเปล่า รวมประมาณ 15,000 ไร่ ที่มีอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ระยอง พัทยา และจังหวัดสงขลา เป็นต้นนั้น ว่าในส่วนที่เป็นแปลงเล็กๆ ได้มีการทยอยออกประมูลขายใกล้จะหมดแล้ว จะเหลือเพียง 4 แปลงใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 10,000 ไร่ มีแผนที่จะนำมาพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม โดยในส่วนของจังหวัดระยอง จะมีพื้นที่ในตำบลเชิงเนิน ใกล้เคียงกับที่ตั้งโรงงานในปัจจุบัน มีเนื้อที่อยู่ประมาณ 2,800 ไร่ และในอำเภอบ้านค่าย ประมาณ 2,500 ไร่ จะนำมาพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือเป็นอุตสาหกรรมที่สะอาดเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมที่บมจ.ไออาร์พีซีดำเนินการอยู่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีระบบสาธารณูปโภคพร้อม ไม่ว่าจะเป็นท่อ ท่าเรือ ถังเก็บ ที่สามารถดำเนินการได้ทันที่

    ขณะที่พื้นที่ในอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งมีที่ดินอยู่ราว3,500 ไร่ เวลานี้ได้มีการทำสวนเกษตร มีการปลูกยางพารา และมันสำปะหลังไปบ้างแล้ว และกำลังจะพิจารณาจัดทำเป็นแหล่งสำรองน้ำไว้ใช้ในภาคตะวันออก ที่มีความเป็นไปได้จะร่วมลงทุนกับทางบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด(มหาชน)หรืออีสต์ วอเตอร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม และทางอีสต์ วอเตอร์ เองก็มีทิศทางที่จะลงทุนทำแหล่งเก็บน้ำในบริเวณนี้เหมือนกันโดยที่ผ่านมาทางบมจ.ไออาร์พีซี ได้มีความร่วมมือกับทางอีสต์ วอเตอร์ ไปบ้างแล้ว

    โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นหรือเอ็มโอยู ที่จะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในการวิจัย และการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานสูงและการลดการสูญเสีย มีระยะเวลา 1 ปี ที่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นมา โดยจะนำผลการศึกษาวิจัยที่ได้ไปต่อยอดในการจัดทำแผนและโครงการต่างๆให้เป็นรูปธรรมต่อไป ซึ่งจากจุดเริ่มต้นตรงนี้ ในอนาคตอันใกล้น่าจะช่วยให้เกิดการร่วมทุนทำแหล่งน้ำสำรองใช้ในภาคตะวันออกได้

    ด้านนายอธิคม เติบศิริ รองกรรมการผู้จัดหารใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวเช่นกันถึงแผนพัฒนาที่ดินในท้องที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ขนาด 2,700-2,800 ไร่ ว่า มีแผนจะพัฒนาให้เป็นพื้นที่ด้านพลังงานทดแทน ที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจากพลังงานลม เนื่องจากพื้นที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานทดแทนได้ เพราะสามารถตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 100 เมกะวัตต์ ขณะที่พลังงานลมอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและปริมาณความเร็วของลมอยู่

    อย่างไรก็ตาม การจะดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทน จะต้องมีการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกันพัฒนา ซึ่งเวลานี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และจากพลังงานลมในปริมาณที่เท่าใด เพราะยังอยู่ช่วงของการศึกษาอยู่

    "ที่ผ่านมาการตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ได้ชะลอโครงการไปครั้งหนึ่ง เนื่องจากทางกระทรวงพลังงานปิดรับการยื่นข้อเสนอรับซื้อไฟฟ้า ที่ให้ค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มหรือ Adder 8 บาทต่อหน่วยไปแล้ว และปรับลดเหลือเพียง 6.50 บาทต่อหน่วย ทำให้ไม่คุ้มต่อการดำเนินงาน จึงได้ล้มโครงการไป แต่เมื่อทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจากพลังงานลมอีก 1.50 บาทต่อหน่วยในพื้นที่อำเภอจะนะ ไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเขตพัฒนาพื้นที่เฉพาะ ทำให้ Adder ของพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 8 บาทต่อหน่วย ทางให้บมจ.ไออาร์พีซี จึงกลับมาพิจารณาที่จะลงทุนอีกครั้ง" นายอธิคมกล่าว

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ