ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > เอสซีจีเคมิคอลส์กระจายเสี่ยง รุกขยายธุรกิจ “นอนปิโตรเคมี”

    เอสซีจี เคมิคอลส์โหมตลาดอาเซียน ชู 3 ฐานการผลิตหลัก ไทย-เวียดนาม-อินโดเผยกลยุทธ์ธุรกิจกระจายความเสี่ยง จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลากหลาย เร่งขยายธุรกิจนอนปิโตรเคมิคัลลดผันผวนราคาปิโตรเคมีโลก

    นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคิมคอลส์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ในเครือเอสซีจี เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนขยายการลงทุนให้ครอบคลุมอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเน้นการลงทุนในฐานการผลิตหลัก 3 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในลักษณะสร้างเครือจ่ายปิโตรเคมีครบวงจรเชื่อมโยงระดับภูมิภาค และการเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขัน

    ทั้งนี้กำหนดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA (High Value Added and Services) เวียดนามเป็นฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั่วไปหรือคอมโมดิตี้ (Commodities Base) อินโดนีเซียผลิตเพื่อขายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากมีประชากรเป็นจำนวนมาก ด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของเอสซีจี เคมิคอลส์ ในอนาคต

    การเติบโตของเอสซีจี เคมิคอลส์ จะกระจายความหลากหลายของสินค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจ เป็นการเติบโตแบบยั่งยื่น แบบค่อยเป็นค่อยไป จากฐานธุรกิจใน 3 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียนายชลณัฐกล่าว

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาขึ้นนับจากนี้ไปอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 จากนั้นก็จะเข้าสู่ภาวะขาลงตามวัฏจักรตลาดโลก จะถือเป็นโอกาสที่ดีในการเร่งขยายการลงทุนในช่วงนี้

    บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2557 เติบโต 5-10% จาก 2.1-2.2 แสนล้านบาทในปัจจุบัน ยังไม่รวมรายได้จากการลงทุนโครงการปิโตรเคมีในเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่จะเข้ามาช่วงปี 2561

    นายชลณัฐ กล่าวอีกว่า จะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ HVA และกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกขาธุรกิจในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีของเอสซีจี คือกลุ่มนอนปิโตรเคมิคัล (Non-Petrochemical) หรือสินค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสัดส่วนน้อย โดยจะใช้เอททิลีนเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพียง 25% ที่เหลือจะใช้น้ำเกลือที่นำมาปฏิกิริยา

    โดยเห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้จะไม่ผันผวนไปตามราคาปิโตรเคมีในตลาดโลก เช่น พีวีซี และสารเคลือบเตาอุตสาหกรรมความร้อนสูง หรือ อีมิสโปร (Emisspro) แม้ว่าปัจจุบันเอสซีจี เคมิคอลส์จะมีผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อยู่บ้างแล้วแต่มีสัดส่วนไม่ถึง 10% โดยมียอดขายปีละ 4 หมื่นล้านบาท

    ตามแผนการลงทุน 5 ปี (2557-2561) บริษัทจะใช้เงินลงทุนรวม 4,900 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 1.47 แสนล้านบาท สำหรับลงทุน 2 โครงการหลัก คือ ปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ที่เมืองลองเซิน ประเทศเวียดนาม มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างเอสซีจีที่ถือหุ้นในสัดส่วน 46% การ์ต้าปิโตรเลียมอินเตอร์เนชั่นแนล (QPI) 25% และปิโตรเคมีเวียดนาม 29% และโครงการขยายกำลังการผลิตธุรกิจขั้นปลาย ที่ประเทศอินโดนีเซีย 400 ล้านดอลลาร์

    ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตเอททิลีนในไทย 2 โรงงาน มีกำลังการผลิตโรงงานละ 8.5 แสนตัน ส่วนในอินโดนีเซียมีกำลังการผลิต 8.5 แสนตัน และเวียดนามอีก 1 ล้านตัน หากโครงการแล้วเสร็จในปี 2561 ส่วนกำลังการผลิตโพรพิลีน อยู่ที่ 2.2 ล้านตัน และโอเลฟินส์ 6 ล้านตัน

    ในปี 2561 จะมีกำลังการผลิตเอททิลีนและโพรพิลีนรวม 5.8 ล้านตัน ส่งผลให้เอสซีจี เคมิคอลส์ จะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนในอีก 5 ปีนับจากนี้