ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > ไทย- ตุรกี เริ่มศึกษาร่วมผลกระทบ FTA

    นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐตุรกีของนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และได้มีการลงนามแผนปฏิบัติการร่วมไทย- ตุรกี ฉบับที่ 1 (ปี 2556- 2561) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา

    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ตนและคณะเดินทางไปยังสาธารณรัฐตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมสำหรับการจัดทำการศึกษาร่วม ถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย- ตุรกี หรือ Joint Working Group (JWG) for a Free Trade Agreement between the Republic of Turkey and the Kingdom of Thailand ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 13- 14 สิงหาคม 2556

    นางพิรมล กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับอธิบดีกรมกิจการยุโรป กระทรวงเศรษฐกิจตุรกี (Mr. Murat Yapici) โดยได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับตุรกี และแนวทางในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำ FTA ไทย- ตุรกี ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับร่างเอกสารขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference- TOR) ของการศึกษาร่วมฯ โดยมีประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการศึกษาโครงสร้างของ JWG ตลอดจนขอบเขตของการจัดทำการศึกษาร่วม ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะให้ศึกษาในส่วนของความตกลงด้านการค้าสินค้าและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers- NTBs) กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origins – ROOs) มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัย(Sanitary and Phytosanitary- SPS) มาตรการทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade- TBT) การอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) กระบวนการทางศุลกากร (Customs Procedures) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า (Cooperation) เป็นต้น ซึ่งการศึกษาผลกระทบดังกล่าวจะเป็นขั้นตอนแรก เพื่อนำไปสู่การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย- ตุรกี ในอนาคต

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางในการขยายความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจการค้า โดยเห็นว่าไทยและตุรกีมีการจัดทำความตกลงทางการค้าตั้งแต่ปี 2530 แต่ยังไม่เคยจัดการประชุมร่วม (Joint Trade Committee- JTC) ภายใต้เวทีดังกล่าว จึงน่าจะเริ่มมีการประชุมเพื่อให้มีเวทีในการหารือในประเด็นต่างๆ ทางการค้า ทั้งด้านความร่วมมือในสาขาที่สนใจร่วมกัน และการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า เช่น ตุรกีใช้มาตรการทางการค้ากับสินค้าของไทย และปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรของตุรกีมายังไทย
    ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JWG ครั้งต่อไป โดยคาดว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2556 หรือต้นปี 2557 เพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าของการดำเนินการของแต่ละฝ่าย เพื่อนำไปสู่การจัดทำการศึกษาร่วม รวมทั้ง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ

    นางพิรมล กล่าวเสริมว่า ตุรกีเป็นตลาดใหญ่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ภาคเอกชนไทยควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจำนวนประชากรที่มีมากถึง 80 ล้านคน แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวอีกไม่ต่ำกว่า 2.3 ล้านคนต่อปี ที่เดินทางเข้าท่องเที่ยวยังประเทศตุรกี เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม หลากหลายวัฒนธรรม มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและเอเชียได้อย่างลงตัว เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนที่สำคัญอีกประเทศหนึ่ง และยังได้เปรียบประเทศอื่น เนื่องจากเป็นแหล่งส่งออกสินค้าสำคัญเข้ายุโรปและประเทศในตะวันออกกลาง สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เพชรพลอย ยานพาหนะ เครื่องจักรกล เหล็กและเหล็กกล้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ เยอรมนี อิรัก อิหร่าน สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    นอกจากนี้ ตุรกียังเป็นสหภาพศุลกากร (Customs Union) เดียวกับสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับสูงกว่าการจัดทำความตกลงการค้าเสรี กล่าวคือนอกจากจะยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกแล้ว ยังกำหนดให้อัตราการเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศที่ 3 ในอัตราเดียวกัน ซึ่งในส่วนของสหภาพยุโรปและตุรกีนั้น มีผลครอบคลุมเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรแปรรูป โดยไม่รวมสินค้าเกษตร เหล็กและถ่านหิน ดังนั้น การจัดทำ FTA กับตุรกี จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถขยายตลาดไปยังยุโรปและตะวันออกกลางได้เพิ่มมากขึ้น ศักยภาพในการแข่งขันของสินค้า และธุรกิจบริการของไทยดีขึ้น

    กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งผลักดันการเจรจาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และระหว่างที่มีการเจรจา FTA กรมฯ จะจัดให้มีการประชุม Joint Trade Commission (JTC) ระหว่างกันให้เร็วที่สุด โดยคาดว่าประมาณปลายปี 2556 หรือต้นปี 2557 นี้นางพิรมล กล่าว

    ปัจจุบัน ตุรกีเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 40 ของไทย และเป็นอันดับที่ 7 ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง จากสถิติการค้าไทย-ตุรกี ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2551- 2555) ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับตุรกีมาโดยตลอด โดยในปี 2555 ไทยและตุรกีมีมูลค่าการค้าระหว่างกันทั้งสิ้น 1,329.25 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นมูลค่าการส่งออก 1,085.42 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 243.83ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้ากับตุรกีคิดเป็นมูลค่า 841.59 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม- มิถุนายน) ของปี 2556 ไทยมีการค้ากับตุรกีคิดเป็นมูลค่า 831.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 20.03 การส่งออกคิดเป็นมูลค่า 625.09 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.24 และนำเข้าจากตุรกีมูลค่า 206.20 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.26 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตุรกี อาทิ เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ และตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
    ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2556