ผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงช้อปปิ้ง ถุงขยะ ฉลากพลาสติก

Facebook TH EN


ข่าวและกิจกรรม

ข่าวและกิจกรรม > ดัน\'พลาสติกพาร์ค\'3พันล้าน

    ดันโครงการ "พลาสติกพาร์ค" มูลค่าลงทุน 3 พันล้านบาท จ.ระยอง หวังป้อนเม็ดพลาสติกให้ผู้แปรรูปในประเทศเพิ่มอีกเท่าตัว ช่วยลดการส่งออก ปัจจุบันใช้อยู่ 5 แสนตันต่อปี โดยจะโอนตลาดต่างประเทศให้โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ร่วมกับเปอร์ตามีน่า ขายในอินโดนีเซียและส่งออกแทน ด้าน ส.อ.ท.หนุน เชื่อไทยยังครองแชมป์ผู้นำพลาสติกในอาเซียน

    นายอัฒฑวุฒิ หิรัญบูรณะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.พีทีทีจีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัทได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสถาบันพลาสติก เพื่อศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมพลาสติก หรือ พลาสติกพาร์ค โดยจะนำผู้ประกอบการแปรรูปพลาสติกมาตั้งโรงงานอยู่ในนิคมเดียวกัน ที่จังหวัดระยอง เชื่อว่าจะสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต เนื่องจากมีการใช้ระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ คลังเก็บสินค้า และสามารถลดรายจ่ายด้านโลจิสติกส์ได้ด้วย จากการขนส่งเม็ดพลาสติกมายังที่ที่เดียวย่อมประหยัดมากกว่าผู้ประกอบการที่อยู่กระจัดกระจาย

    ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดพลาสติกพาร์ค จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะเดียวกันภาครัฐจะสามารถดูแลและควบคุมง่ายขึ้น นอกจากนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีด้านการผลิตด้วย เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในปี 2558 ที่ทำให้การแข่งขันในอาเซียนเพิ่มขึ้น คาดว่าการจัดตั้งพลาสติกพาร์คน่าจะมีความชัดเจนใน 1-2 ปีนี้

    ขณะที่บริษัทเองจะได้รับผลดีจากการตั้งพลาสติกพาร์ค เพราะเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติก สามารถป้อนให้กับผู้ประกอบการในนิคมฯดังกล่าวได้ และช่วยให้ลดการส่งออกได้เกือบครึ่งหนึ่ง จาก ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี ส่งออก 1 ล้านตันต่อปี และขายในประเทศเพียง 5 แสนตันต่อปี เพื่อเปิดตลาดให้นำกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกจากโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ที่ร่วมกับทางพีที เปอร์ตามิน่า ในอินโดนีเซียไปส่งออกแทน โดยโครงการนี้เปอร์ตามิน่าถือหุ้น 51% และบริษัทฯ ถือหุ้น 49% จะเริ่มก่อสร้างได้ในปีหน้า คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2560

    "ตอนนี้บริษัทฯศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพลาสติกพาร์ค และจากนั้น กนอ.ก็จะศึกษาต่อ โดยเชื่อว่าหากโครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ก็จะช่วยให้ไทยมีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันไทยนับว่าเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมพลาสติก แต่หากเกิดเออีซี และไทยยังไม่พัฒนาการผลิตก็อาจเสียแชมป์ได้ ขณะเดียวกันสิงคโปร์เตรียมนำเม็ดพลาสติกจำนวน 1 ล้านตัน ป้อนตลาดโลกภายในกลางปีนี้ ยิ่งทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทคงไม่เข้าไปตั้งโรงงานในนิคม เพราะไม่ต้องการแข่งขันกับผู้แปรรูป แต่จะทำหน้าที่ป้อนเม็ดพลาสติกให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะง่ายและรวดเร็วมากขึ้น"

    ด้านนางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพาณิชยกิจ บมจ.พีทีทีจีซี กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้เตรียมขยายตลาดกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกไปยังอินโดนีเซียและจีนเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีประชากรจำนวนมาก และยังมีความต้องการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการเข้าไปร่วมลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์กับเปอร์ตามีน่านับเป็นก้าวสำคัญในการขยายลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ตลาดของบริษัทฯเติบโตมากขึ้นด้วย

    ส่วนนายพงศ์ศักดิ์ อุรัจนานนท์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การศึกษาโครงการพลาสติกพาร์คจะช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมพลาสติกของไทยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันไทยยังเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถรักษาอันดับไว้ได้ อย่างไรก็ตามโรงงานที่จะเข้าไปตั้งในพลาสติกพาร์คไม่เพียงแต่จะมีผู้แปรรูปพลาสติกเท่านั้น แต่จะมีผู้ประกอบการแม่พิมพ์ และอุปกรณ์การผลิตสินค้าด้วย ดังนั้นยิ่งสร้างความสะดวกสำหรับการขนส่งสินค้ามากขึ้น เพราะสามารถสั่งซื้อสินค้าได้แบบครบวงจร

    ก่อนหน้านี้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสถาบันพลาสติกมอบหมายให้ ใช้พื้นที่ 1 พันไร่ ในบริเวณภาคตะวันออก เช่น จ.ชลบุรี ระยอง และ ฉะเชิงเทรา เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมพลาสติกไทยแบบครบวงจร ด้วยมูลค่าการลงทุนกวา 3 พันล้านบาท โดยรูปแบบของนิคมฯ จะสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้ประกอบการมาเช่าซื้อโรงงานยูนิตละ 450 ล้านบาท

    นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
    ประจำวันที่ 7-10 เมษายน 2556